วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ภูมิปัญญาไทย

พัทธ์ธีรา งามญาณ ม6/6 เลขที่29

ภูมิปัญญาไทย 
 
ผ้าไหมไทย
เสื้อผ้าไทย
เครื่องจักสาน
แสดงภาพผลิตภัณฑ์ต่างๆที่เกิดจากภูมิปัญญาของคนไทย
    มนุษย์ได้เลือสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการตั้งหลักแหล่งอยู่อาศัย ทำมาหากินมาเป็นเวลาช้านาน
ได้เรียนรู้ พร้อมทั้งสร้างสรรค์วัฒนธรรมที่เหมาะสม อันนเนื่องมาจากการปรับตัว ได้สั่งสม ปรับเปลี่ยน
แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกัน สิ่งเหล่านี้เจึงเป็นภูมิปัญญาของไทยที่ได้สั่งสม สืบทอดเป็นมรดก เพื่อใช้ใน
การดำเนินชีวิตจนถึงทุกวันนี้

      ความหมายของคำว่า ภูมิปัญญา และคำที่เกี่ยวข้อง
       ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ภูมิปัญญา (Wisdom) หมายถึง พื้นความรู้ความสามารถ
นอกจากนี้ ยังมีคำที่เกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาหลากหลาย อาทิเช่นภูมิปัญญาไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือภูมิปัญญา
ชาวบ้าน หรือภูมิปัญญาพื้นบ้าน ผู้ทรงคุณภูมิปัญาไทย และ ปราชญ์ชาวบ้าน เป็นต้น
      ภูมิปัญญาไทย หมายถึง ความรู้ ความสามารถ วิธีการ ผลงานที่คนไทยได้ศึกษา เก็บรวบรวมความรู้
และจัดเป็นองค์ความรู้ ปรับปรุง พัฒนา ถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง จนเกิดผลดีงาม มีคุณค่า มีประโยชน์ นำไปแก้ปัญหาและพัฒนาชีวิตของคนไทยได้อย่างเหมาะสมกับยุคสมัย
      ภูมิปํญญาท้องถิ่นหรือภูมิปัญญษชาวบ้าน หรือภูมิปัญญาพื้นบ้าน หมายถึง สิ่งที่แสดงความรู้
ความคิด และการกระทำของบรรพบุรุษของเรา เพื่อที่จะดำรงชีวิตรอดอย่างมีความสุข
          ดังนั้น การศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่น จึงต้องศึกษาควบคู่ไปกับวัฒนธรรมพื้นบ้าน เพราะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้อง
สอดคล้องสัมพันธ์กัน ในขณะเดียวกัน การศึกษาวัฒนธรรมพื้นบ้านก็จะต้องเกี่ยวโยงกับงานที่ทำได้ง่าย ๆ
คือ งานทำด้วยมือหรืองานหัตถกรรม และศิลปกรรมพื้นบ้าน
       ผู้ทรงภูมิปัญญาไทย หมายถึง บุคคลทีเป็นเจ้าของภูมิปัญญาชาวบ้าน แล้วนำภูมิปัญญานนั้นไปใช้ั
ประโยชน์เพื่อดำรงชีวิตได้สำเร็จ มีผลงานดีเด่น ได้รับการยกย่อยเป็นผู้เชี่ยวชาญสามารถถ่ายทอดเชื่อมโยง
ภูมิปัญญาแต่ละสาขาให้แพร่หลาย
           
       ปราชญ์ชาวบ้าน หมายถึง บุคคลที่เป็นเจ้าของภูมิปัญญาชาวบ้าน และนำภูมิปัญญาไปใช้ประโยชน์ใน
การ ดำรงชีวิตจนประสบความสำเร็จ สามารถถ่ายทอดเชื่อมโยงคุณค่าของอดีตกับปัจจุบันได้เหมาะสม
         
 ประเภทของภูมิปํญญา
         
ภูมิปัํญญาไทย แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ ชาติ และระดับท้องถิ่น
        1. ภูมิปัญญาระดับชาติ
เป็นภูมิปัญญาที่พัฒนาสังคมไทยให้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ในอดีต
เช่น การกอบกู้เอกราชโดยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และการเสียแผ่นดินบางส่วนของประเทศไทย
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจึุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อรักษาเอกราชชาติไทย ทำให้ประเทศไทยไม่ตกเป็น
เมืองขึ้นของชาติตะวันตกในยุคล่าอณานิคม หรือจักรวรรดินิยม             
        2. ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือภูมิปัญญาชาวบ้าน คือสิ่งที่แสสดงความรู้ ความคิดและการกระทำของบรรพบุรุษของเรา เพื่อที่ดำรงชีวิตอย่างมีความสุข

ลักษณะของภูมิปัญญาไทย
         ลักษณะของภูมิปัญญาไทย มีดังนี้
         
1. ภูมิปัญญาไทย เป็นเรื่องใช้ความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill) ความเชื่อ (Belief)
และพฤติกรรม (Behavior)
         2. ภูมิปัญญาไทย แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและคนกับ
สิ่งเหนือธรรมชาติ
         3. ภูมิปัญญาไทย เป็นองค์รวมหรือกิจกรรมทุกอย่างในวิถีชีวิต
         4. ภูมิปัญญาไทย เป็นเรื่องของการแก้ไขปัญหา การจัดการ การปรับตัว การเรียนรู้ เพื่อคงวามอยู่รอด
ของบุคคล ชุมชน และสังคม
         5. ภูมิปัญญา เป็นแกนหลัก หรือกระบวนทัศน์ในการมองชีวิต เป็นพื้นความรู้ในเรื่องต่าง ๆ
         6. ภูมิปัญญาไทยมีลักษณะเฉพาะหรือมีเอกลักษณ์ในตัวเอง
         7. ภูมิปัญญาไทยมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อการปรับสมดุลในพัฒนาการทางสังคมตลอดเวลา

คุณสมบัติของผู้ทรงภูมิปัญญาไทย
          คุณสมบัติของผู้ทรงภูมิปัญาไทย สรุปได้ดังนี้
          1. เป็นผู้มีคุณธรรม ได้การยอมรับจากบุคคลทั่วไป มีความรู้ความสามารถทั้งด้านวิชาชีพ การพัฒนา
ท้องถิ่น และเป็นผู้ใช้หลักธรรมคำสั่งสอนทางศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในการดำรงชีวิต
          2. ขยันหมั่นเพรียร ไฝ่หาความรู้อยู่เสมอ ได้ลงมือทอลองทำตามสิ่งที่ได้ศึกษา จนประสบความสำเร็จ
เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แนะนำนวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ชัดเจน ไปปรับปรุงใช้ในชุมชนสังคมอยู่เสมอ
          
3. เป็นผู้นำท้องถิ่น คนในสังคมให้การยอมรับยกย่องนับถือ ช่วยเหลือผู้อื่นเป็นอย่างดี สนใจแก้ไข
ปัญหาท้แองถิ่น หาทางช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างดี
          4. เป็นนักปกครองและประสานประโยชน์ของท้องถิ่น ทำให้คนในท้องถิ่นเกิดความรัก ความเข้าใจ
ความเห็นอกเห็นใจ และมีความสามัคคี ซึ่งจะทำให้ท้องถิ่นหรือสังคมมีความเจริญ มีคุณภาพชีวิตที่ดี ส่งผลให้
คนในท้องถิ่นผลฃิตผลงานที่มีคุณค่า และเป็นที่ยอมรับ
         5. มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ เป็นวิทยากรรับเชิญไปภายนอก หรือมีประชาชนเข้ามาชม
ผลงาน และถ่ายทอดความรู้ให้เข้าใจเป็นอย่างดี
         6. เป็นผู้มีความรอบรู้ เชี่ยวชาญ ได้รับการยกย่อง สามารถสร้างผลงานใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม
จนได้รับการยอมรับจากสาธารณชน

สาขาภูมิปัญญาไทย
        การกำหนดสาขาภูมิปัญญาไทย ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และหลักเกณฑ์ต่าง ๆโดยภาพรวมภูมิปัญญา
ไทยสามารถแบ่งได้เป็น 10 สาขา ดังนี้
    
   1. สาขาเกษตร
        2. สาขาอุตสาหกรรมและหัตถกรรม
       
 3. สาขาแพทย์แผนไทย
        4. สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
        5. สาขาภาษาและวรรณกรรม
        6. สาขาศิลปกรรม
        7. ศาสนาและประเพณี
        8. สาขาการจัดการองค์กร
        9. สาขาสวัสดิการ
        10. สาขากองทุนและธุรกิจชุมชน

ความสำคัญของภูมิปัญญาไทย
          คุณค่าของภูมิปัญญาไทยสืบทอดมาอย่างต่อเนื่องจากบรรพบุรุษุที่ได้สร้างความเป็นปึกแผ่นมั่นคง
ให้ชาติบ้านเมือง มีการดำรงชีวิตที่อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข ทำให้คนในชาติเกิดความรักและความภาคภูมิใจ
เพื่อสืบสานไปสู่อานาคต สรุปความสำคัญได้ดังนี้
        1. สร้างชาติให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง พระมหากษัตริย์ไทยทรงใช้ภูมิปัญญาในการสร้างชาติ สร้างความเป็น
ปึกแผ่นของประเทศ ตั้งแต่สมัยสุโขทัย จนถึงปัจจุบัน
        2. สร้างความภาคภูมิใจ และเกียรติภูมิศักดิ์ศรีของความเป็นไทย
         มวยไทย มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ปัจจุบันมีค่ายมวยอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก
         ภาษาและวรรณกรรม ช่ไทยมีภาษาผูดและภาษาเขียนเป็นของตนเอง วรรณกรรมเป็นที่รู้จัก
มีการแปลเป็นภาษาต่างประเทศ สุนทรภู่เป็นนักปราชญ์ทางวรรณกรรมบุคคลหนึ่งที่ได้รับการยกย่องจาก
องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒฯธรรมแห่งประชาชาติื (ยูเนสโก) เป็นกวีเอกของโลก
         อาหารไทย เป็นอาหารที่ชาวต่างชาติชื่นชอบและรู้จักกันแพร่หลาย อาทิเช่น ต้มยำกุ้ง ต้มข่าไก่ เป็นต้น
         สมุนไพรไทย เป็นที่รู้จักและยอมรับจากนานาประเทศ จนบาง ประเทศนำสมุนไพรไทยไปจดเป็น
ลิขสิทธิ์ของตนเอง
         3. การนำหลักธรรมมาประยุกต์ใช้กับวิถีชีวิตอย่างเหมาะสม ทำให้รู้จักพึ่งพาอาศัยกัน ให้อภัยกัน
         4. การนำธรรมชาติมาใช้ในการดำรงค์ชีวิต เช่น อาหารไทย มักเป็นอาาหาร หวาน มันมีกะทิเป็น
ส่วนประกอบ หากรัปทานมากก็จะทำให้เกิดท้องอืดได้ ดังนั้น จึงมีการนำพืชสมุนไพร เช่น ตะไคร้ ใบมะกูดมาใส่
เพื่อช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว
       5. การพัฒนาชีวิตให้เหมาะสมกับยุคสมัย      
ในยุคสมัย ได้มีการพัฒนาไปตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
ตัวอย่างเช่น คนในสมัยก่อนใช้เรือพาย เป็นพาหนะในการเดินทาง

แต่ปัจจุบันมีการพัฒนามาเป็นเรือที่ใช้เครื่องยนต์แทนทำให้
การเดินทางรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังได้มีการพัฒนาการเดินทาง
ให้หลากหลาย
วิธีมาก เช่นรถยนต์ เครื่องบิน รถไฟใต้ดิน เป็นต้น
ภูมิปํํญญาไทยกับปัจจัยสี่
       
1. ภูมิปัญญาไทยด้านอาหารเครื่องดื่ม (อาหาร)
        2. ภูมิปัญญาไทยด้านการแต่งกาย (เครื่องนุ่งห่ม)
        3. ภูมิปัญญาไทยด้านที่อยู่อาศัย (ที่อยู่อาศัย)

        4. ภูมิปัญญาไทยด้านสุขภาพอนามัย (ยารักษาโรค)

ภูมิปัญญาไทยด้านอาหาร เครื่องดื่ม
        สังคมไทยมีความอุดมสมบรูณ์ บรรพบุรุษได้จัดรูปแบบอาหารได้อย่างเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ
และสภาพของสังคมในแต่ละภาค ซึ่งมีสรรพคุณช่วยให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทำให้ร่างกายแข็งแรง ห่างไกลโรคภัยไข้เจ็บ       
1. ภาคกลาง อาหารของงภาคกลางเช่นน้ำพริกปลาทู แกงเลียง ต้มโคล้ง ต้มส้ม เป็นต้น
นํ้าพริกปลาทู
แกงเลียง
ต้มโคล้งกุ้งสด
ต้มส้ม

2. ภาคเหนือ เช่น น้ำพริกอ่อง ขนมจจีนน้ำเงี้ยว ข้าวซอย แคบหมู ไส้อั่ว แกงโฮะ เป้นต้น
น้ำพริกอ่อง
ขนมจีนน้ำเงี้ยว
ข้าวซอย
แคบหมู

3. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) เช่นส้มตำ ปลาร้า น้ำตก ลาบ ก้อย ซุบหน่อไม้ ข้าวเหนียว เป็นต้น
ส้มตำ
ลาบ ก้อย
ไก่ย่าง นํ้าตก
ซุบหน่อไม้

 4. ภาคใต้ เช่นข้าวยำ แกงไตปลา แกงเหลือง ผัดสะตอ เป็นต้น
ข้าวยำ
แกงไตปลา
แกงเหลือง
ผัดสะตอ
        ด้านขนมไทย เป็นภูมิปัญญาไทย โดยคำว่า "ขนม" มาจากคำว่า "ข้าวหนม"
       ข้าวหนม เป็นข้าวผสมกับน้ำอ้อยหรือน้ำตาล คำว่า "หนม" แปลว่า หวาน เมื่อรวมคำแล้ว ข้าวหนม
จึงหมายถึงข้าวหวาน ต่อมาเสียงสั้นลงเป็น "ขนม"
       ขนมไทย ในสมัยโบราณ มีส่วนผสมมาจากแป้งและน้ำตาล ต่อมา ในสมัยพระสมเด้จพระนารายณ์มหาราช
จึงเริ่มมีการทำขนมที่มีส่วนผสมของไข่ เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง เป็นต้น และในปัจจุบันได้มี
การประยุกต์ ดัดแปลงจนทำให้มีขนมไทยหลายหลายชนิด
      ผลไม้ มีตลอดทั้งปี ทานได้ทุกฤดูกาล
      สมุนไพร สมุนไพรของไทยหลายหลากชนิดสามารถนำมาทำเป็นเครื่องดื่มได้ เช่น ใบเตบ ตะไคร้ มะตูม
กระเจี๊ยบ ขิง ดอกคำฝอย เป็นต้น ซึ่งแต่ละชนิดจะให้สรรพคุณแตกต่างกันไป อาทิเช่น น้ำขิง ช่วยขับลม
น้ำกระเจี๊ยบช่วยขับปัสสาวะ น้ำมะตูมทำให้เจริญอาหาร และบำรุงธาตุ เป็นต้น
         ปัจจุบันมีปผู้นิยมดื่มน้ำสุนไพรกันมาก เพราะทำให้สุขภาพดี และมีราคาถูก ถ้านักศึกษาสนใจสรรพคุณ
ของสมุนไพรอื่น ๆ หาได้จากหนังสือความรู้ด้านสมุนไพรที่มีอยู่มากมายและหลากหลาย นอกจากนี้ อาจค้นคว้า
เพิ่มเติมได้จากอินเตอร์เน็ต

ภูมิปัญญาไทยด้านการแต่งกาย
       บรรพบุรุษไทยได้สั่งสมภูมิปัญญาจากกระบวนการเรียนรู้ ทดลองพัฒนาจากธรรมชาติจนสามารถผลิต
เส้นใยผ้า อุปกรณ์การทอผ้า ตลอดจนการย้อมผ้าให้มีสีสันที่สวยงามจากผลิตภัณฑ์ ธรรมชาติ จนกลายเป็น
เครื่องแต่งกายที่มีคุณค่ามาจนถึงปัจจุบัน เช่น
        ต้นคราม              ให้สีฟ้าอ่อน หรือสีคราม
        ขี้ครั่ง                  ให้สีแดง
        แก่นขนุน             ให้สีเหลือง ถึงเหลืองอมน้ำตาล
        ลูกมะเกลือ           ให้สีเทา น้ำตาล จนถึงดำ
        ยอป่า                  ให้สีแดง
        เข                       ให้สีเหลือง

วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

โครงการสร้างเสริมสุขภาพในชุมชนและสังคม

1. ชื่อโครงการ  แนวใหม่ในการสร้างพฤติกรรมการบริโภคอาหาร/ขนม ที่เหมาะสม

2.หลักการและเหตุผล 
               เนื่องจากเด็กนักเรียนเป็นกลุ่มประชากรสำคัญที่เป็นเป้าหมายในการพัฒนาพฤติกรรมอนามัย และสร้างสุขนิสัยของเด็ก ประชากรกลุ่มวัยเรียน โดยเฉพาะในกลุ่มประถมศึกษา ครอบคลุมประชากรถึง……คน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาวะที่ดี การดำเนินโครงการในโรงเรียนซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในการส่งเสริมสุขภาพ โดยผ่านกลยุทธ์โรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ จากการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพในโรงเรียน พบว่า ประเด็นสำคัญซึ่งยังคงเป็นปัญหาในโรงเรียน คือ ความสะอาดด้านอาหาร ส้วมที่ขาดสุขลักษณะในโรงเรียนและปัญหาด้านทันตสุขภาพ ซึ่งเกี่ยวข้อง    กับการบริโภคอาหารที่เป็นอันตรายต่อฟัน ได้แก่ อาหารหรือขนมว่าง ประเภทหวานจัด มันจัด หรือเค็มจัด

3. วัตถุประสงค์


1.             เพื่อปรับเปลี่ยนบทบาทของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในการสร้างสุขภาพแนวใหม่ โดยการสร้างทีมสุขภาพระดับจังหวัดและทีมสุขภาพระดับพื้นที่
2.             สร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง เพื่อจัดให้มีและดำเนินกระบวนการแก้ปัญหาการบริโภคขนมและอาหารว่างที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แบบ Whole School Approach  ศึกษาเงื่อนไขหรือปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จของการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง
3.             ผลักดันให้เกิดนโยบายสาธารณะที่ชัดเจนในระดับพื้นที่ หรืออย่างน้อยที่สุดในระดับโรงเรียน เกี่ยวกับการควบคุมการบริโภคขนมและอาหารว่างที่มีอันตรายต่อสุขภาพที่เป็นไปได้ ได้ผล และยั่งยืน

4. กลุ่มเป้าหมาย
                ดำเนินการใน 3 อำเภอ ที่มีอัตราป่วยของโรคเบาหวาน  ความดันโลหิตสูง มากที่สุด และจังหวัดได้มีการจัดทำโครงการ PP area based  ในการแก้ไขปัญหา ที่เน้นกิจกรรมในกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มที่เป็นโรค ได้แก่ อำเภอเมือง, สูงเม่น, ร้องกวาง โดยคัดเลือกศูนย์สุขภาพชุมชนที่มีความพร้อมและสมัคร จำนวน 10 แห่ง แต่ละศูนย์สุขภาพชุมชน คัดเลือกโรงเรียนในเขตรับผิดชอบดำเนินการ 1 แห่ง รวม 10 โรงเรียน

5. วิธีดำเนินการ

1.             ดำเนินการคัดเลือกโรงเรียนเข้าร่วมโครงการ โดยเป็นโรงเรียนที่มีผลการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพอยู่ในระดับดี มีทีมงานภายในโรงเรียนที่เข้มแข็ง และผู้บริหารโรงเรียนให้การสนับสนุนการดำเนินงาน
2.             อบรมเรื่องการวิเคราะห์ชุมชนให้กับทีมสร้างสุขภาพ
3.             สำรวจสถานการณ์ปัญหาภาวะโภชนาการ ทันตสุขภาพ และสถานการณ์การบริโภคขนมและอาหารว่าง พร้อมทั้งระบุตัวชี้วัดผลการดำเนินงานของเครือข่ายที่ชัดเจนและเจาะจง
4.             ประชุมเพื่อเพิ่มทักษะ ครู นักเรียน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ในการดำเนินงานตามแนวคิดโรงเรียนแสนสุข
5.             จัดและดำเนินกิจกรรมแก้ปัญหาการบริโภคขนมและอาหารว่างที่มีอันตรายต่อสุขภาพ แบบ Whole School Approach โดยทีมสุขภาพระดับพื้นที่ และทีมสุขภาพระดับจังหวัด
6.             จัดประชุมอย่างสม่ำเสมอเพื่อกำหนดเป้าหมายและจัดทำแผนการดำเนินงานร่วมกัน ตลอดจนแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และข้อค้นพบต่างๆ จากการดำเนินโครงการ
7.             ออกเยี่ยมพื้นที่เพื่อรับทราบสถานการณ์ปัญหาและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ร่วมดำเนินกิจกรรมต่างๆ ตลอดจนให้การสนับสนุนการดำเนินงานของเครือข่าย
8.             จัดให้มีการดูงานระหว่างพื้นที่ เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการจัดทำเอกสารสรุปข้อค้นพบที่ได้จากการดำเนินโครงการ

6. ระยะเวลาในการดำเนินการ มีนาคม 2550 – มีนาคม 2551

7. สถานที่ดำเนินการ 
จังหวัดแพร่


8. งบประมาณ 
1.             จัดประชุมทีมสุขภาพเพื่อปรับแนวคิดการทำงานด้านสร้างสุขภาพแนวใหม่
                                                                                ค่าตอบแทน/ใช้สอย/วัสดุ/ เงิน    5,000 บาท
2.             อบรมเรื่องการวิเคราะห์ชุมชนให้กับทีมสร้างสุขภาพ (3 วัน)                            
-                   ค่าอาหาร อาหารว่าง 50 คน x 300 บาท x 3 วัน                                                 เงิน  45,000 บาท
-                   ค่าที่พัก 50 คน x 400 บาท x 3 วัน                                                            40,000 บาท
-                   ค่าวิทยากร                                                                                                         12,000 บาท
-                   ค่าพาหนะ                                                                                                         30,000 บาท
-                   ค่าวัสดุ                                                                                                                20,000 บาท
                                                                                                รวมเงิน                 142,000  บาท
3.              ประชุมเพื่อเพิ่มทักษะครูและนักเรียนเจ้าหน้าที่สาธารณสุข    ในการทำงานร่วมกัน
-                   ค่าอาหาร 100 x 200 x 2                                                                               40,000 บาท
-                   ค่าวิทยากร                                                                                                   40,000 บาท
-                   ค่าพาหนะ                                                                                                   30,000 บาท
-                   ค่าวัสดุ                                                                                                          20,000 บาท
                                                                                                รวมเงิน 130,000 บาท
4.             จัดกระบวนการแก้ปัญหาการบริโภคขนม/อาหารว่างในโรงเรียน  10x3,000 
                                                                                                               เป็นเงิน                   30,000  บาท
1.             จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และ Knowledge Management   เป็นเงิน                 25,000 บาท
2.             ค่าจัดทำเอกสาร, วีซีดี เพื่อเผยแพร่                                                                        10,000 บาท
3.             ค่าติดตามงานพื้นที่                                                                                                   50,000 บาท
                                                                                                        รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 392,000 บาท
                                                                                         (สามแสนเก้าหมื่นสองพันบาทถ้วน)

9. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1.             ได้เงื่อนไขหรือปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จของการสร้างเครือข่ายสร้างสุขภาพที่เข้มแข็ง เพื่อจัดให้มีและดำเนินกระบวนการแก้ปัญหาการบริโภคขนมและอาหารว่างที่มีอันตรายต่อสุขภาพ แบบ Whole School Approach
2.             ได้กลวิธีที่เหมาะสมสำหรับการสร้างเครือข่ายสร้างสุขภาพที่เข้มแข็ง
3.             ได้แนวทางการพัฒนาเจ้าหน้าที่และทีมงานด้านสาธารณสุขให้มีสมรรถนะในการเป็น Facilitator ของการสร้างสุขภาพ
4.             โรงเรียนมีโครงการ/รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพนักเรียนในการสร้างพฤติกรรมบริโภคอาหาร ขนม ที่เอื้อต่อสุขภาพที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่

10. ผู้รับผิดชอบโครงการ พัทธ์ธีรา งามญาณ ม.6/6 เลขที่ 29


วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สรุปลีลาศ

ประวัติของจังหวะ ควิ๊กสเต็ป

          จังหวะควิ๊กสเต็ป ได้แตกแขนงมาจาก จังหวะฟอกซ์ทรอท ช่วงทศวรรษที่ 20 วงดนตรีส่วนมากจะเล่นจังหวะฟอกซ์ทรอท ถึง 50 บาร์ต่อนาที ซึ่งเป็นความเร็วที่เร็วเกินไป การก้าวเท้าที่เปิดกว้างของจังหวะสโลว์ฟอกซ์ทรอทไม่สามารถจะทำการเต้นบนความ เร็วขนาดนี้ได้ ชาวอังกฤษได้พัฒนามาจากการเต้น ชาร์ลสทั่น (CHARLESTON) ต้นแบบซึ่งเป็นจังหวะหนึ่งของการเต้นที่ต่อเนื่องโดยไม่มีการเตะเท้าและได้ ทำการผสมผสานกับจังหวะฟอกซ์ทรอท (เร็ว) ที่ได้กล่าวมาแล้ว เรียกจังหวะนี้กันว่า จังหวะ ควิ๊กไทม์ ฟอกซ์ทรอท และ ชาร์ลสทั่น (QUICKSTEP FOXTROT AND CHARLESTON) คู่เต้นรำชาวอังกฤษ แฟรงค์ฟอร์ด และ มอลลี่ สเปญ (FRANKFORD AND MOLLY SPAIN)ได้เต้นรูปแบบใหม่ของจังหวะ QUICKTIME FOXTROT AND CHARLESTON ในงานเดอะสตาร์แชมป์เปี้ยนชิพ ของปี ค.ศ.1927 โดยปราศจากลักษณะท่าทางของการใช้เข่าแบบ CHARLESTON และทำการเต้นเป็นคู่แทนการเต้นแบบเดี่ยว รูปแบบท่าเต้น คือ QUARTER TURNS, CROSS CHASSES, ZIGZAGS, CORTES,OPEN REVERSE TURNS และ FLAT CHARLESTON ในปี ค.ศ. 1928 / 1929 จังหวะควิ๊กสเต็ปได้แจ้งเกิดอย่างแน่ชัด ในรูปแบบของ การก้าวแบบ ชาสซี่ส์ (CHASSES STEPS) 
ประวัติของจังหวะ ไจว์ฟ

ไจว์ฟ เป็นจังหวะเต้นรำที่มีจังหวะจะโคน และการสวิงค์ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจาก ROCK’N’ROLL, BOGIE และ AFRICAN /AMERICAN SWING ต้นกำเนิดของ ไจว์ฟมาจาก NEW YORK , HALEM ใน ค.ศ. 1940 ไจว์ฟ ได้ร่วมกันถูกพัฒนาไปสู่จังหวะ จิกเตอร์บัคจ์ (JITTERBUG) และจากนั้น MR. JOS BRADLY และ MR. ALEX MOORE ชาวอังกฤษ ได้พัฒนาจังหวะดังกล่าว จากนั้นมาไจว์ฟจึงได้เข้าสู่การแข่งขันในระดับสากล
ประวัติ ของจังหวะ ช่า ช่า ช่า

จังหวะช่า ช่า ช่า ได้รับการพัฒนามาจาก จังหวะ แมมโบ้ (MAMBO) และเป็นจังหวะลาตินที่คนส่วนมากชอบที่จะเลือกเรียนรู้เป็นอันดับแรก ชื่อของจังหวะนี้ ตั้งขึ้นโดยการเลียนเสียงของรองเท้า ขณะที่กำลังเต้นรำของสตรี ชาวคิวบา จังหวะ ช่า ช่า ช่า ได้ถูกพบเห็นเป็นครั้งแรกที่ประเทศอเมริกาและระบาดเข้าไปในยุโรป เกือบจะเป็นเวลาเดียวกันกับ จังหวะแมมโบ้ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จังหวะแมมโบ้ได้เสื่อมความนิยมลงไป โดยหันมานิยมจังหวะ ช่า ช่า ช่า ซึ่งกลายเป็นความนิยมอย่างจริงจัง ในปี ค.ศ. 1956 หากสอดคล้องกับต้นแบบแล้ว ดนตรีของจังหวะ ช่า ช่า ช่า ควรเล่นด้วยอารมณ์ความรู้สึกโดยปราศจากความตึงเครียดใดๆ ร่วมด้วยลักษณะการกระแทกกระทั้นของจังหวะที่ทำให้นักเต้นรำสามารถที่จะสร้าง บรรยากาศของความรู้สึกที่ขี้เล่น และซุกซน ให้กับผู้ชมได้ เมื่อไม่นานมานี้ เป็นที่ตกลงกันไว้ว่า ให้ตัดทอนชื่อให้สั้นลง เป็น ช่า ช่า แต่ข้าพเจ้าไม่เห็นว่ามีเหตุผลอะไรที่ต้องทำอย่างนั้น
ประวัติของจังหวะ แซมบ้า

ต้นแบบของแซมบ้ามาจากอัฟริกา แต่ได้รับการพัฒนามากที่สุดที่ประเทศบราซิล ซึ่งจะปรากฏให้เห็นในงานเทศกาลรื่นเริงและตามโรงเรียนสอนจังหวะแซมบ้าใน ประเทศบราซิล ปี ค.ศ. 1925 จังหวะแซมบ้าได้เริ่มแพร่หลายเข้าสู่ทวีปยุโรป ถึงแม้ว่า แซมบ้า จะได้รับการยอมรับเป็นจังหวะหนึ่งที่ใช้ในการแข่งขันก็ตามแต่การบุกเบิก ครั้งสำคัญของจังหวะแซมบ้า ได้เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1939 ในงานมหกรรมการแสดงระดับโลกในนครนิวยอร์ค จังหวะแซมบ้าได้ถูกยอมรับอย่างแท้จริงในปี ค.ศ. 1948/1949 ผู้ที่ได้พัฒนาจังหวะแซมบ้า มากที่สุดคือ WALTER LAIRD และ LORRAINE ซึ่งทั้งสองท่านเป็นอดีตแชมป์เปี้ยนโลก ของการเต้นรำแบบ ลาตินอเมริกัน ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุคนั้น
ประวัติของจังหวะแทงโก้

จังหวะ มิรองก้า MILONGA คือแม่แบบของจังหวะแทงโก้ ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะคือ การเคลื่อนไหวของ ศีรษะและไหล่ โดยการสับเปลี่ยนทันทีทันใด จากการเคลื่อนไหวสู่ความนิ่งสงบต้นศตวรรษที่ 20 ได้มีการเต้นรำจังหวะ มิรองก้า นี้ในโรงละครเล็ก ๆ โดยเหล่าชนสังคมชั้นสูงที่มาจากประเทศ บราซิล ในช่วงเวลานั้น ชื่อของมันได้ถูกเปลี่ยนจาก มิรองก้า เป็นแทงโก้ ชื่อของมิรองก้า ยังมีตำนานเล่าขานอีกมากมายที่จะหวนไปสู่ความทรงจำ ที่มีมาจากนครบัวโนส แอเรส (BUENOS AIRES)แห่งประเทศอาร์เจนติน่า จังหวะแทงโก้ ได้ถูกแนะนำสู่ทวีปยุโรป ความจริงแล้วเริ่มก่อนในกรุงปารีส ในชุมชนชาวอาร์เจนติน่า กระทั่งปี ค.ศ.1907 แทงโก้ไม่เป็นที่ยอมรับในกรุงลอนดอน การเต้นได้ส่อแนวไปทางเพศสัมพันธ์มากเกินไป และมีคนจำนวนมากคัดค้าน ภายหลังได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบ (STYLISTIC) ไปบ้าง จังหวะแทงโก้ถึงได้รับการยอมรับในกรุงปารีส และลอนดอน ในเวลานั้น (ค.ศ. 1912) ซึ่งเป็นช่วงเวลาของแทงโก้ปาร์ตี้ แทงโก้ทีส์ และแทงโก้ซุปเพียร์ ร่วมกันกับการแสดงของเหล่านักเต้นแทงโก้ระดับมืออาชีพ ในปี ค.ศ.1920/1921 จังหวะแทงโก้ ได้เพิ่มความมาตรฐานมากยิ่งขึ้น ในการร่วมปรึกษาหารือในการประชุมที่มหานครลอนดอน ระหว่างช่วงทศวรรษที่ 30 ลักษณะการกระแทกกระทั้นเป็นช่วงๆ (STACCATO ACTION) ได้ถูกนำเข้าใช้ร่วมในองค์ประกอบท่าเต้นของจังหวะแทงโก้
ประวัติ ของจังหวะ พาโซโดเบ้

พาโซโดเบ้ เป็นจังหวะการเต้นรำเพียงจังหวะเดียวในแบบลาตินอเมริกันที่ไม่ได้มีที่มาจาก ชนผิวดำ (NEGRO) ถิ่นกำเนิดที่แท้จริงอยู่ที่ประเทศสเปน ขีดความนิยมแพร่หลายสูงสุด เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1926 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จังหวะพาโซโดเบ้ได้รับการยอมรับให้ บรรจุเข้าเป็นจังหวะหนึ่งของการแข่งขัน
ประวัติของจังหวะรุมบ้า

ประมาณกันว่า รุมบ้าถูกนำเข้ามาในอเมริกาโดยทาสชาวอัฟริกัน แต่เมื่อราว ค.ศ. 1928/1929 การก้าวเท้าและรูปแบบการเต้นของจังหวะนี้ ยังไม่ชัดเจนทีเดียว คนส่วนมากทึกทักเอาการเต้นของจังหวะนี้เป็นการเต้นรูปแบบใหม่ ของจังหวะ ฟอกซ์ทรอท โดยเพิ่มการใช้สะโพกลงไป หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รุมบ้า ได้รับการพัฒนาต่อให้เป็น คิวบันรุมบ้า โดย (MONSIEUR PIERRE และ DORIS LAVELL) นักเต้นรำชาวอังกฤษ ซึ่งมีโรงเรียนสอนเต้นรำอยู่ที่ ถนน REGENT ในนครลอนดอน แต่ก็ยังไม่ได้มาตรฐานเท่าที่ควร จนกระทั่ง WATER LAIRD เริ่มเขียนตำราเต้นรำของ ลาติน ขึ้นผลงานของเขาได้รับการยอมรับเป็นอย่างมากจากหลายองค์กรของการเต้นรำ และ นั่นเองการจัดมาตรฐานก็บรรลุถึงความเป็นจริง
ประวัติของจังหวะ วอลซ์

ช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1910 – 1914 ฝูงชนได้หลั่งไหลไปที่บอสตันคลับ ใน โรงแรมซาวอย ที่ตั้งอยู่ ณ กลางกรุงลอนดอน เพื่อเต้นรำจังหวะ “บอสตัน วอลซ์” ซึ่งเป็นต้นแบบของวอลซ์ ที่ใช้ในการแข่งขันปัจจุบันในปี ค.ศ. 1914 จังหวะบอสตันได้เสื่อมสลายลง เบสิคพื้นฐานได้ถูกเปลี่ยนไปในทิศทางของ “วอลซ์” หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จังหวะวอลซ์ ได้เริ่มถูกพัฒนาให้ถูกทางขึ้นด้วยท่าแม่แบบ อย่างเช่น THE NATURAL และ REVERSE TURN และ THE CLOSED CHANGE ความก้าวหน้าในการพัฒนา จังหวะ “วอลซ์” เป็นไปอย่างยืดยาด และเชื่องช้า ผู้ที่ได้ทุ่มเทกับการพัฒนาจังหวะนี้เป็นพิเศษ ต้องยกให้ มิส โจส์เซฟฟิน แบรดลีย์ (JOSEPHINE BRADLY) วิคเตอร์ ซิลเวสเตอร์ (VICTOR SILVESTER) และแม็กซ์เวลล์ สจ๊วตค์ (MAXWELL STEWARD) และแพ็ทไซด์ (PAT SYKES) แชมป์เปี้ยนคนแรกของชาวอังกฤษ สถาบันที่ได้สร้างผลงานต่อการพัฒนาแม่แบบต่างๆ ให้มีความเป็นมาตรฐานคือ “IMPERIAL SOCIETY OF TEACHERS” (ISTD) ท่าแม่แบบเหล่านี้ บรรดานักแข่งขันยังคงใช้กันอยู่ถึงปัจจุบัน
ประวัติของจังหวะ สโลว์ฟอกซ์ทรอท

จังหวะสโลว์ฟอกซ์ทรอท ได้ถูกแนะนำเข้ามาในทวีปยุโรป พึ่งจะก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 จากรากฐานของมัน ฟอกซ์ทรอท เป็นการเต้นรำที่แสดงถึงอารมณ์ความรู้สึก ด้วยการเคลื่อนไหวที่มีทั้งช้าและเร็ว พูดกันว่าชื่อนี้ตั้งขึ้นมาจากนักเต้นรำ ประกอบดนตรีคนหนึ่ง (MUSICAL DANCER) ชื่อฮารีฟอกซ์ (HARRY FOX) เหล่าครูสอนเต้นรำชาวยุโรปไม่ค่อยมีความกระตือรือร้นนัก ต่อลักษณะการเต้นอย่างไม่มีรูปแบบของจังหวะฟอกซ์ทรอท และเริ่มต้นขัดเกลาเพิ่มขึ้นระหว่าง ปี ค.ศ. 1922 และ 1929 แฟรงค์ฟอร์ด (FRANK FORD) ผู้ซึ่งเคยร่วมสาธิตกับ โจเซฟฟิน เบรดลีย์ (JOSEPHINE BRADLEY) ได้พัฒนาพื้นฐานการเคลื่อนไหวพื้นฐานของจังหวะ สโลว์ฟอกซ์ทรอทขึ้นแง่คิดนี้ทำให้เขาได้รับชัยชนะ ในงานแข่งขันเต้นรำปี 1927 “STAR CHAMPIONSHIPS” ร่วมกับคู่เต้นที่ชื่อ มอลลี่ สเปญ (MOLLY SPAIN)ท่าเต้นส่วนมากที่ทั้งสองใช้เต้นในครั้งนั้น นักแข่งขันยังคงใช้อยู่ถึงปัจจุบัน ช่วงเวลานั้น ทำนองดนตรีที่ถูกต้อง ยังไม่คิดทำขึ้น จังหวะฟอกซ์ทอรท คิดจะเล่นอย่างไรก็ได้ซึ่งมีตั้งแต่ จาก 40 ถึง 50 บาร์ ต่อนาที และเป็นการง่ายที่จะใช้สไตล์อย่างไรก็ได้ สุดแท้แต่ความเร็วของดนตรีที่เปลี่ยนแปลงไป ตามแต่ว่าใครที่จะเป็นผู้ควบคุมวงดนตรี แต่ครั้งนั้นครั้งเดียววงดนตรี วิคเทอซิลเวสเทอ (VICTOR SILVESTOR’S BAND) เริ่มทำการปรับปรุงและปัญหาก็ได้ถูกแก้ไข
ประวัติของจังหวะ เวียนนีสวอลซ์

โดยดั้งเดิมเวียนนีสวอลซ์มีความเป็นมาจาก ทางตอนใต้ของประเทศเยอรมัน แถบเทือกเขา เอลป์ ช่วงศตวรรษ ที่ 18 การเต้น WELLER , WALTZ และ LANDLER ได้ถูกค้นพบ และ จังหวะสุดท้าย LANDLER นี่เองที่เป็นต้นแบบดั้งเดิมของ เวียนนีสวอลซ์ ระหว่างปี ค.ศ. 1800 และ ค.ศ. 1820 การก้าวเท้า และ รูปแบบท่าเต้นต่างๆ ของจังหวะ LANDLER ได้ถูกลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เนื่องจากความเร็วของดนตรี และจากนั้น การเต้น 6 ก้าว ของเวียนนีสวอลซ์ ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นช่วงยุค ซิคตี้ (SIXTIES) ประเทศเยอรมัน และอังกฤษได้มีการถกเถียงกันมาก เกี่ยวกับเรื่องจำนวนของรูปแบบท่าเต้น ที่จะอนุญาตให้บรรจุเข้าในการแข่งขัน ในปี ค.ศ. 1883 I.C.B.D. (INTERNATIONAL COUNCIL OF BALLROOM DANCING) ได้สรุปตกลงใจในขั้นสุดท้าย ดังนี้ NATURAL AND REVERSE TURN , NATURAL AND REVERSE FLECKERS THE CONTRA CHECK เปลี่ยนจาก REVERSE FLECKERS ไปยัง NATURAL FLECKERS เต้นอยู่บนเวลา หนึ่งบาร์ของดนตรี ในความเห็นของข้าพเจ้า ควรที่จะเพิ่มเติม ฟิกเกอร์ (FIGURES) เข้าไปในเวียนนีสวอลซ์ มากยิ่งขึ้น เพื่อกระตุ้นให้มีการพัฒนาในรูปแบบทิศทางที่แน่นอนขึ้น อย่างเช่น THROWAWAY OVERSWAY, NATURAL HINGE LINE ON RIGHT SIDE , NATURAL OFF – BEAT SPINS ฯลฯ
เครื่องแต่งกายในการแข่งขัน
สำหรับ การแข่งขันทั้งหมดที่ได้จัดขึ้นโดย สหพันธ์กีฬาลีลาศนานาชาติ ภายใต้กติกาข้อที่ 5 การแต่งกายของผู้เข้าแข่งขัน ให้ปฏิบัติสอดคล้องกับ ระเบียบการแต่งกายของสหพันธ์กีฬาลีลาศนานาชาติ ระเบียบการแต่งกายสำหรับการแข่งขันของสหพันธ์ฯ เหล่านี้ เป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งของกติกาการแข่งขัน ของสหพันธ์กีฬาลีลาศนานาชาติ
สำหรับทุกๆ เกณฑ์อายุ : ส่วนสะโพกของฝ่ายหญิง ต้องปกปิดไว้ให้มิดชิดตลอดเวลา ประธานกรรมการ หรือผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา ของสหพันธ์กีฬาลีลาศนานาชาติ มีอำนาจที่จะตัดสิทธิ์คู่แข่งขัน ที่สวมใส่ชุดแข่งขันที่ไม่เป็นไปตามกฎระเบียบของข้อนี้ นอกเหนือจากนี้แล้ว คณะกรรมการบริหารของสหพันธ์ฯ จะลงโทษทางวินัย ไม่ให้สิทธิ์คู่แข่งขัน เข้าร่วมในการแข่งขันต่างๆ ช่วงระยะเวลาหนึ่ง

คู่แข่งขัน
1. คำจำกัดความของคู่แข่งขัน
 คู่แข่งขัน 1 คู่ จะประกอบด้วย ชาย 1 คน และคู่เต้นที่เป็นหญิง 1 คน
2. คู่แข่งขันที่ต่างสัญชาติกัน
  1.1 คู่แข่งขันที่เคยเป็นตัวแทนประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่อนุญาตให้เป็นตัวแทนของประเทศอื่นอีก จนกว่าเวลาจะผ่านพ้นไป 12 เดือน
  2.2 ในกรณีที่เป็นการแข่งขัน ที่จัดโดยคณะกรรมการโอลิมปิคสากล ( IOC ) หรือสมาคมเวิลด์เกมส์นานาชาติ ( IWGA ) ไม่อนุญาตให้คู่แข่งขันที่ต่างสัญชาติกัน เข้าร่วมทำการแข่งขัน เพื่อให้เป็นไปตามกฎของคณะกรรมการโอลิมปิคสากล คู่แข่งขันที่เป็นตัวแทนของชาตินั้น นักแข่งขันแต่ละคน จะต้องมีหนังสือเดินทางของชาติของตน ซึ่งส่งโดยสมาคมที่เป็นสมาชิกของ สหพันธ์กีฬาลีลาศนานาชาติ 
  2.3  การแข่งขันชิงถ้วย Formation ของสหพันธ์กีฬาลีลาศนานาชาติ ( IDSF Championships / Cups Formation ) อย่างน้อยต้องมีนักกีฬาเข้าแข่งขันจำนวน 12 คน ในหนึ่งทีม ที่จะต้องจัดส่งหนังสือเดินทางของชาติตนเอง โดยสมาคมที่เป็นสมาชิกของสหพันธ์ฯ

วิธีการจัดการแข่งขันระดับนานาชาติต่างๆ
1.  ประธานกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้ง จากคณะกรรมการบริหารของสหพันธ์กีฬาลีลาศนานาชาติ (โดยไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง) ซึ่งรับผิดชอบในการควบคุมดูแล การแข่งขันที่ได้รับการรับรองจากสหพันธ์ ในการแข่งขันนานาชาติใด ที่ประธานกรรมการไม่ได้ถูกแต่งตั้งโดยสหพันธ์ ผู้จัดการแข่งขันจะต้องแต่งตั้งประธานเอง (โดยไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง)
2. กรรมการผู้ตัดสินในการแข่งขันระดับนานาชาติต่างๆ จะต้องมีกรรมการผู้ตัดสิน ทำหน้าที่ตัดสินอย่างน้อย 7 คน โดยเป็นไปตามกติกาข้อที่ 5 ข้อย่อยที่ 1, 2, 4 a - c และ 7 กรรมการผู้ตัดสินอย่างน้อย 5 คน ในข้อย่อยที่ 3, 5, 6 และ 8 กรรมการผู้ตัดสินอย่างน้อย 3 คน ในการแข่งขันประเภท ทีม - คู่ ( Team Matches )
3. สำหรับการแข่งขันต่างๆ ที่อยู่ภายใต้กติกาข้อที่ 5 ยกเว้นข้อย่อยที่ 5 และ 6 กรรมการผู้ตัดสินของสหพันธ์กีฬาลีลาศนานาชาติ จะต้องมีใบอนุญาตเป็นผู้ตัดสินของสหพันธ์ฯ 
4. กรรมการผู้ตัดสินของการแข่งขัน ครอบคลุมโดยกติกาข้อที่ 5 ข้อย่อยที่ 1-4 a+b, 7 และ 8 จะต้องได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการบริหารของสหพันธ์กีฬาลีลาศนานาชาติ กรรมการผู้ตัดสินอย่างน้อย 7 คน ในการตัดสินการแข่งขันระดับนานาชาติ 
5. สำหรับการแข่งขันภายใต้กติกาข้อที่ 5 ข้อย่อยที่ 1-4, 7 และ 8 คณะกรรมการผู้ตัดสินจะต้องเชิญจากประเทศต่างๆ ที่ไม่ซ้ำกัน
6. ในทุกๆ การแข่งขันระดับนานาชาติ คณะกรรมการผู้ตัดสิน จะต้องได้รับการรับรองเป็นทางการ โดยคณะกรรมการบริหารของสหพันธ์กีฬาลีลาศนานาชาติ 
7. ไม่อนุญาตให้กรรมการผู้ตัดสิน ทำหน้าที่ตัดสินคู่ของตัวเอง ในการแข่งขันที่จัดขึ้นสหพันธ์กีฬาลีลาศนานาชาติ

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ท่าเต้นลีลาศ

  บีกิน (BEGUINE)
  • การเต้นรำจังหวะบีกิน
            บีกินเป็นจังหวะลีลาศประเภทเบ็ดเตล็ด (POP AND SOCIAL DANCES) ที่ปัจจุบันนิยมเต้นกันเฉพาะงานสังคมลีลาศทั่ว ๆ ไปในประเทศไทย ไม่นิยมเต้นกันในต่างประเทศ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าคนไทยเรานิยมเต้นรำจังหวะบีกินมาตั้งแต่เมื่อไร เท่าที่พอจะทราบได้คือ ในช่วงเวลาที่ครูอัตถ์ พึ่งประยูร บรมครูสอนลีลาศคนหนึ่งของไทยที่เต้นรำมาตั้งแต่ พ.ศ. 2492 หรือ 2493 นั้นก็มีการเต้นรำจังหวะบีกินกันแล้ว โดยเข้าใจกันว่าชาวฟิลิปปินส์ที่มาเล่นดนตรีในเมืองไทยเป็นผู้แนะนำ
ดนตรีและการนับจังหวะ
  • ดนตรีของจังหวะบีกินเป็นแบบ 4/4 คือ มี 4 จังหวะใน 1 ห้องเพลง โดยที่สามจังหวะแรกจะเป็นเสียงหนัก และจังหวะที่สี่จะเป็นเสียงเบา และทุก ๆ จังหวะจะมีความเร็วช้าเท่ากันหมด
  • การนับจังหวะจะนับ 1,2,3, พัก, 1,2,3,พัก (พัก หมายถึง พักเข่าหรืองอเข่า) ต่อเนื่องกันไป และก้าวที่ 1 ตรงกับจังหวะที่ 1 ของห้องเพลง
  • ความเร็วช้าของจังหวะดนตรี
    ดนตรีของจังหวะบีกินบรรเลงด้วยความเร็วประมาณ 28 – 32 ห้องเพลงต่อนาที
  • การจับคู่
    การจับคู่เป็นแบบปิดของละตินอเมริกันโดยทั่วไป
ภาพที่ 1 การจับคู่ที่ถูกต้อง
 
  • การก้าวเท้า
    การก้าวเท้าทุก ๆ ก้าวไม่ว่าจะเป็นการเดินไปข้างหน้าหรือถอยหลังก็ตามต้องให้ฝ่าเท้าถึงพื้น ก่อนเสมอ แล้วจึงราบลงเต็มเท้า ในขณะที่เดินเข่าจะงอเล็กน้อยเมื่อยกเท้าก้าวไป และตึงเมื่อวางเท้าถึงพื้นและราบเท้าลง เมื่อรับน้ำหนักตัวเต็มที่ หลักการก้าวเท้า คือ เข่าจะงอข้างหนึ่ง และตั้งข้างหนึ่งสลับกันไปมา ซึ่งจะทำให้สะโพกบิดไปมาอย่างเป็นธรรมชาติและสวยงาม ส่วนลำตัวตึงแต่เอวถึงศีรษะตรงและนิ่ง อย่าแกว่งตัวไปมา เพราะจะทำให้ไม่น่าดู
  • ทักษะการเต้นรำจังหวะบีกิน
    1. สแควร์ (Square)
    2. การไขว้
    3. การหมุน
 สแควร์ (Square)
 ภาพที่ 2 ท่าสแควร์ (Square)
 
  • สแควร์ ของฝ่ายชาย ประกอบด้วยการเดิน ดังนี้
    เริ่มต้นด้วยการยืนจับคู่แบบปิด หันหน้าตามแนวเต้นรำ น้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าขวา

ก้าวที่ การก้าวเท้า จังหวะ
1 ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้าตรง ๆ 1
2 ก้าวเท้าขวาผ่านเท้าซ้ายไปข้างหน้า 2
3 ก้าวเท้าซ้ายผ่านเท้าขวาไปข้างหน้า 3
  พัก งอเข่าขวา พัก
4 ถอยเท้าขวาไปข้างหลังตรง ๆ 1
5 ถอยเท้าซ้ายผ่านเท้าขวาไปข้างหลัง 2
6 ถอยเท้าขวาผ่านเท้าซ้ายไปข้างหลัง 3
  พัก งอเข่าซ้าย พัก
หมายเหตุ :
    1) การเดินไปข้างหน้าหรือถอยหลัง 3 ก้าวนี้เรียกว่า 1 วอล์ค ส่วนจังหวะที่ 4 นั้นจะงอเข่าโดยการเปิดส้นเท้าขึ้นและจะใช้เท้าที่พักนี้เดินเป็นก้าวที่ 1 ในห้องเพลงต่อไป ดังนั้นการก้าวเท้าจะไม่ใช้เท้าซ้ำกันเลย
    2) ในการฝึกอาจจะฝึกเดินไปข้างหน้าหรือถอยหลังติดต่อกันหลายๆ ห้องเพลงเพื่อหาความชำนาญในการก้าวเท้าให้ตรงกับจังหวะดนตรีก็ได้
 
  • สแควร์ ของฝ่ายหญิง ประกอบด้วยการเดิน ดังนี้
    เริ่มต้นด้วยการยืนจับคู่แบบปิด หันหน้าย้อนแนวเต้นรำ น้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าซ้าย

    ก้าวที่ การก้าวเท้า จังหวะ
    1 ก้าวเท้าขวาไปข้างหลังตรง ๆ 1
    2 ถอยเท้าซ้ายผ่านเท้าขวาไปข้างหลัง 2
    3 ถอยเท้าขวาผ่านเท้าซ้ายไปข้างหลัง 3
      พัก งอเข่าซ้าย พัก
    4 ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้าตรง ๆ 1
    5 ก้าวเท้าขวาผ่านเท้าซ้ายไปข้างหน้า 2
    6 ก้าวเท้าซ้ายผ่านเท้าขวาไปข้างหน้า 3
      พัก งอเข่าขวา พัก
  • หมายเหตุ : 1) การเดินไปข้างหน้าหรือถอยหลัง 3 ก้าวนี้เรียกว่า 1 วอล์ค ส่วนจังหวะที่ 4 นั้นจะงอเข่าโดยการเปิดส้นเท้าขึ้นและจะใช้เท้าที่พักนี้เดินเป็นก้าวที่ 1 ในห้องเพลงต่อไป ดังนั้นการก้าวเท้าจะไม่ใช้เท้าซ้ำกันเลย 2) ในการฝึกอาจจะฝึกเดินไปข้างหน้าหรือถอยหลังติดต่อกันหลายๆ ห้องเพลงเพื่อหาความชำนาญในการก้าวเท้าให้ตรงกับจังหวะดนตรีก็ได้
    การไขว้
ภาพที่ 3 การไขว้
การไขว้ ของฝ่ายชายประกอบด้วยการเดิน  ดังนี้
เริ่มต้นด้วยการยืนจับคู่แบบปิด หันหน้าตามแนวเต้นรำ น้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าขวา  
ก้าวที่ การก้าวเท้า จังหวะ
1 ก้าวเท้าซ้ายผ่านเท้าขวาไปทางขวา 1
2 ก้าวเท้าขวาตามไปทางขวา 2
3 ถอยเท้าซ้ายผ่านส้นเท้าขวาไปทางขวา อีก 1 ก้าว 3
  พัก งอเข่าขวา พัก
4 ยกเท้าขวาย่ำอยู่ที่เดิม 1
5 ก้าวเท้าซ้ายไปทางซ้าย 2
6 ถอยเท้าขวาผ่านส้นเท้าซ้ายไปทางซ้าย 3
  พัก งอเข่าซ้าย พัก
การไขว้ ของฝ่ายหญิงประกอบด้วยการเดิน 3 ก้าว ดังนี้
เริ่มต้นด้วยการยืนจับคู่แบบปิด หันหน้าย้อนแนวเต้นรำ น้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าซ้าย
ก้าวที่ การก้าวเท้า จังหวะ
1 ถอยเท้าขวาผ่านส้นเท้าซ้ายไปทางซ้าย 1
2 ก้าวเท้าซ้ายตามไปทางซ้าย 2
3 ก้าวเท้าขวาผ่านเท้าซ้ายไปทางซ้าย อีก 1 ก้าว 3
  พัก งอเข่าซ้าย พัก
4 ยกเท้าซ้ายย่ำอยู่ที่เดิม 1
5 ก้าวเท้าขวาผ่านเท้าซ้ายไปทางขวา 2
6 ก้าวเท้าซ้ายผ่านเท้าขวาไปทางขวา 3
  พัก งอเข่าขวา พัก
การหมุน
ภาพที่ 4 ท่าเริ่มต้น
ภาพที่ 6 การหมุน
  • การหมุนของฝ่ายชายประกอบด้วยการเดิน 3 ก้าวดังนี้
    เริ่มต้นด้วยการยืนหันหน้าไปทางเดียวกัน มือซ้ายจับมือขวาของผู้หญิง น้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าขวา 
ก้าวที่ การก้าวเท้า จังหวะ
1 ก้าวเท้าซ้ายหมุนตัวไปทางซ้าย 1/8 รอบพร้อมกับยกมือซ้ายขึ้นสูงเหนือศีรษะผู้หญิง 1
2 หมุนตัวไปทางซ้ายอีก 1/8 รอบพร้อมกับก้าวเท้าขวาไปข้างหน้ายังคงยกมือซ้ายอยู่ 2
3 หมุนตัวไปทางซ้ายอีก 1/4 รอบพร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า จบก้าวนี้แล้วลดมือซ้ายลง หันหน้าตรงกัน 3
พัก งอเข่าขวา พัก
**จบแล้วต่อด้วย สแควร์ ถอยหลัง 3 ก้าว (ขวา-ซ้าย-ขวา) และจับคู่แบบปิดตามเดิม**
  •  การหมุนของฝ่ายหญิงประกอบด้วยการเดิน 3 ก้าวดังนี้
เริ่มต้นด้วยการยืนหันหน้าไปทางเดียวกัน มือขวาจับมือซ้ายของผู้ชาย น้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าซ้าย
ก้าวที่ การก้าวเท้า จังหวะ
1 ยกมือขวาขึ้นสูงเหนือศีรษะและหมุนตัวไปทางขวา 3/8 รอบ (หันหน้าเข้าหาคู่ แต่ตัวเหลื่อมกัน) พร้อมกับก้าวเท้าขวาไปข้างหน้า 1
2 หมุนตัวไปทางขวาอีก 3/8 รอบพร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า 2
3 หมุนตัวไปทางขวาอีก 1/2 รอบพร้อมกับถอยเท้าขวาไปข้างหลัง จบก้าวนี้แล้วลดมือขวาลง หันหน้าตรงกับคู่ 3
พัก งอเข่าซ้าย พัก
**จบแล้วต่อด้วย สแควร์ ไปข้างหน้า 3 ก้าว (ซ้าย-ขวา-ซ้าย) และจับคู่แบบปิดตามเดิม** 
 
  • ช่ะ ช่ะ ช่า (CHA CHA CHA)
  • การเต้นรำจังหวะช่ะ ช่ะ ช่า
                ในบรรดาจังหวะเต้นรำแบบละตินอเมริกันที่มีอยู่ด้วยกัน 5 จังหวะนั้น ช่ะ ช่ะ ช่า เป็นจังหวะเต้นรำที่มีกำเนิดหลังสุด กล่าวคือเป็นจังหวะที่รับการพัฒนามาจากจังหวะแมมโบ้ ( MAMBO) ซึ่งในอดีตเรียกชื่อจังหวะนี้เต็มๆ ว่า แมมโบ้ ช่ะ ช่ะ ช่า ต้นกำเนิดมาจากคิวบันการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากอิทธิพลของดนตรีที่พัฒนาไป ทำให้การเต้นรำพัฒนาตามไปด้วย
                ต้นกำเนิดของ ช่ะ ช่ะ ช่า เริ่มในปี ค.ศ. 1950 ขณะที่ดนตรีของคิวบันได้รับความนิยมอยู่ในอังกฤษนั้นได้มีเพลงจังหวะสวิง ( SWING) ซึ่งเกิดใหม่และนิยมกันมากเข้ามามีบทบาทแทรกแซงผสมผสานกับดนตรีของคิวบัน ทำให้เพลงของคิวบันที่เคยมีลักษณะนุ่มนวลเปลี่ยนเป็นเร็วขึ้น เครื่องดนตรีที่ใช้เคาะจังหวะเริ่มเล่นพลิกแพลงผิดเพี้ยนออกไป เริ่มเคาะให้ไม่ลงจังหวะ ( OFF BEAT) สไตล์ของดนตรีที่พัฒนามานี้จึงได้ชื่อว่า “ แมมโบ้ ” และมีการสาธิตเต้นรำจังหวะแมมโบ้ ในการประชุมนานาชาติเกี่ยวกับการเต้นรำ แบบบอลรูมที่แบลคพูลประเทศอังกฤษ ( INTERNATIONAL DANCE CONGRESS IN BLACKPOLL) รูปแบบการเต้นแมมโบ้พื้นฐานก็คือ ก้าวออกไปข้างหน้า 1 ก้าว แล้วถอยกลับ 2 ก้าว จากนั้นถอยหลัง 1 ก้าว แล้วก้าวไปข้างหน้า 2 ก้าว (ก้าวที่ 2 ย้ำอยู่กับที่) แมมโบ้ได้รับความนิยม ทั้งเพลงและการเต้นอย่างมากในอเมริกาและยุโรป ต่อมาแมมโบ้ได้พัฒนาจากที่เคยเร็วให้ช้าลงสำหรับการเต้นจากแมมโบ้ที่เคยเต้น เดินหน้า 3 ก้าวและถอยหลัง 3 ก้าวก็เพิ่มการชิดเท้าไล่กันไปข้างหน้า 2 ก้าว และชิดเท้าไล่กันไปข้างหลัง 2 ก้าว ซึ่งเป็นรูปแบบของ ช่ะ ช่ะ ช่า ในปัจจุบันที่ได้รับความนิยมแพร่หลายไปทั่วโลก
                การเต้นรำจังหวะ ช่ะ ช่ะ ช่า นี้ได้เข้ามาสู่ประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2498 โดยชาวฟิลิปปินส์ ชื่อ มิสเตอร์เออร์นี่ นักดนตรีของวง “ ซีซ่า วาเลสโก ” ได้นำลีลาการเต้น ช่ะ ช่ะ ช่า และการเขย่ามาลากัส (ลูกแซ็ก) มาประกอบเพลงเข้าไปด้วย ซึ่งลีลาการเต้นนี้เป็นที่ประทับใจบรรดานักเต้นรำและครูสอนลีลาศทั้งหลาย จึงได้ขอให้มิสเตอร์เออร์นี่สอนให้ การเต้น ช่ะ ช่ะ ช่า ตามแบบของมิสเตอร์เออร์นี่จึงถูกถ่ายทอดและมีอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าในภายหลังได้มีการนำรูปแบบการเต้นที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากลเข้ามาแทน ที่แล้วก็ตาม
  • ดนตรีและการนับจังหวะ
     - ดนตรีของจังหวะ ช่ะ ช่ะ ช่า มีท่วงทำนองที่สนุกสนานเร้าใจ และมีจังหวะเน้นเด่นชัดดนตรีจะเป็นแบบ 4/4 เหมือนกับจังหวะคิวบ้ารัมบ้า คือ ใน 1 ห้องมี 4 จังหวะ
     - การนับจังหวะสามารถนับได้หลายวิธี เช่น หนึ่ง- สอง – สามสี่ – ห้า หรือ หนึ่ง – สอง ช่ะ ช่ะ ช่า หรือนับก้าวจนครบตามจำนวนลวดลายพื้นฐาน หรือนับตามหลักสากลคือ นับตามจังหวะของดนตรี คือ สอง – สาม – สี่ และ – หนึ่ง โดยที่ก้าวแรกตรงกับจังหวะที่ 2 ของห้องเพลง
  • ความเร็วช้าของจังหวะดนตรี
    ดนตรีของจังหวะ ช่ะ ช่ะ ช่า บรรเลงด้วยความเร็วมาตรฐาน 32 ห้องเพลงต่อนาที (30 – 40 ห้องเพลงต่อนาที)
 
การจับคู่
ภาพที่ 1 การจับคู่ที่ถูกต้อง

            การจับคู่เต้นรำในจังหวะ ช่ะ ช่ะ ช่า เป็นการจับคู่แบบละตินอเมริกันโดยทั่วไปคือแบบปิด (มือขวาของชายวางบริเวณสะบักของผู้หญิง) การจับคู่นี้ไม่ได้จับอยู่เช่นนี้ตลอดเวลาแต่จะเปลี่ยนไปตามท่าเต้นซึ่งอาจ จะต้องจับกันด้วยมือข้างเดียว หรืออาจปล่อยมือที่จับกันอยู่ทั้งสองข้างก็ได้
 
การก้าวเท้า
          การก้าวเท้าในจังหวะ ช่ะ ช่ะ ช่า ไม่ว่าจะเป็นการก้าวเท้าไปข้างหน้าหรือถอยหลัง จะต้องให้  ฝ่าเท้า ( BALL OF FOOT) สัมผัสพื้นก่อนเสมอแล้วจึงราบลงเต็มเท้า การเต้นรำในจังหวะนี้จึงมีการใช้ฝ่าเท้ามากที่สุด และการใช้ตาต้องให้สัมพันธ์กับเข่า เพราะเมื่อมีการก้าวเท้าเข่าจะต้องงอเล็กน้อย หลังจากราบลงเต็มเท้าแล้วเข่าจึงตึง ส่วนเข่าอีกข้างก็จะงอเพื่อเตรียมก้าวต่อไป กล่าวได้ว่าตลอดเวลาของการใช้เท้านั้น เมื่อน้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าใดส้นเท้านั้นจะต้องลดลง ดังนั้น จึงมีการสับเปลี่ยนการตึงและงอของช่วงขา พร้อมทั้งการลดลงและยกขึ้นของส้นเท้าสลับกันตามลำดับ ซึ่งการปฏิบัติในลักษณะนี้ทำให้สะโพกบิดไปมาสวยงามตามแบบการเต้นละตินอเมริ กัน แต่ต้องระวังอย่าให้เป็นการจงใจทำเกินไปเพราะจะทำให้เกิดภาพที่ไม่น่าดูได้
          อย่างไรก็ตามในการฝึกระยะแรกไม่ควรกังวลเกี่ยวกับการใช้ ขา เข่า และเท้ามากนัก ควรฝึกฝนลวดลายการเต้นให้ถูกต้องตามจังหวะของดนตรีเสียก่อนจนเกิดความชำนาญ แล้วจึงค่อยกลับมาฝึกฝนการก้าวเท้าเพื่อให้เกิดความสวยงามในภายหลัง
ทักษะการเต้นรำจังหวะ ช่ะ ช่ะ ช่า
1. สแควร์ (Square)
2. การไขว้
3. การหมุน
 
สแควร์ (Square)
           สแควร์ ของจังหวะ ช่ะ ช่ะ ช่า เป็นการเต้นพื้นฐานที่ประกอบด้วยการเดิน 10 ก้าว แบ่งเป็นเดิน หน้า 5 ก้าวและถอยหลัง 5 ก้าว ในการฝึกเดินสำหรับผู้หัดใหม่ควรเริ่มเดินแบบเดินหน้าและถอยหลังตรง ๆ ก่อน แล้วจึงเริ่มหมุนโดยการหมุนตัวไปทางซ้ายครั้งละ 1/8 รอบ หรือ 1/4 รอบใน 5 ก้าวต่อไป
ภาพที่ 2 สแควร์
สแควร์ ของฝ่ายชายประกอบด้วยการเดิน 10 ก้าวดังนี้
ท่าเริ่มต้น : เริ่มต้นด้วยการยืนจับคู่แบบปิด น้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าขวา
ก้าวที่ การก้าวเท้า จังหวะ
1 ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า 2
2 ถ่ายน้ำหนักตัวกลับมาที่เท้าขวา 3
3 ถอยเท้าซ้ายแยกออกข้างเยื้องไปข้างหลังพร้อมกับหมุนตัวไปทางซ้ายเล็กน้อย 4
4 ถอยเท้าขวาเข้ามาใกล้เท้าซ้ายครึ่งก้าว และ  
5 ถอยเท้าซ้ายแยกออกข้างเยื้องไปข้างหลังครึ่งก้าว 1
6 ถอยเท้าขวาไปข้างหลังตรงๆ 2
7 ถ่ายน้ำหนักตัวกลับมาที่เท้าซ้าย 3
8 ก้าวเท้าขวาแยกออกข้างเยื้องไปข้างหน้าพร้อมกับหมุนตัวไปทางซ้ายเล็กน้อย 4
9 ก้าวเท้าซ้ายเข้ามาใกล้เท้าขวาครึ่งก้าว และ  
10 ก้าวเท้าขวาแยกออกข้างเยื้องไปข้างหน้าครึ่งก้าว 1
สแควร์ ของฝ่ายหญิงประกอบด้วยการเดิน 10 ก้าว ดังนี้
ท่าเริ่มต้น : เริ่มต้นด้วยการยืนจับคู่แบบปิด และน้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าซ้าย
ก้าวที่ การก้าวเท้า จังหวะ
1 ถอยเท้าขวาไปข้างหลังตรง 2
2 ถ่ายน้ำหนักตัวกลับมาที่เท้าซ้าย 3
3 ก้าวเท้าขวาแยกออกข้างเยื้องไปข้างหน้าพร้อมกับหมุนตัวไปทางซ้ายเล็กน้อย 4
4 ก้าวเท้าซ้ายเข้ามาใกล้เท้าขวาครึ่งก้าว และ  
5 ก้าวเท้าขวาแยกออกข้างเยื้องไปข้างหน้าครึ่งก้าว 1
6 ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้าตรง ๆ 2
7 ถ่ายน้ำหนักตัวกลับมาที่เท้าขวา 3
8 ถอยเท้าซ้ายแยกออกข้างเยื้องไปข้างหลังพร้อมกับหมุนตัวไปทางซ้ายเล็กน้อย 4
9 ถอยเท้าขวาเข้ามาใกล้เท้าซ้ายครึ่งก้าว และ  
10 ถอยเท้าซ้ายออกข้างเยื้องไปข้างหลังครึ่งก้าว 1
การไขว้
ภาพที่ 3 การไขว้
การไขว้ ของฝ่ายชายประกอบด้วยการเดิน 10 ก้าว ดังนี้
ท่าเริ่มต้น : เริ่มต้นด้วยการยืนจับคู่แบบปิด
ก้าวที่ การก้าวเท้า จังหวะ
1 ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้าตรง ๆ พร้อมกับเหยียดแขนซ้ายออกไปเพื่อนำให้ผู้หญิงถอยเท้าขวา 2
2 ถ่ายน้ำหนักตัวกลับมาที่เท้าขวา พร้อมกับนำผู้หญิงเดินหน้าด้วยการงอแขนซ้ายทีละน้อยจนจบก้าวที่ 5 3
3 ถอยเท้าซ้ายมาวางข้าง ๆ เท้าขวา ยังคงนำผู้หญิงเดินเข้าหาด้านข้างตัว 4
4 ก้าวเท้าขวามาชิดซ้าย ยังคงนำผู้หญิงเดินเข้าหาด้านข้างตัว และ  
5 ก้าวเท้าซ้ายแยกออกข้าง ๆ เตรียมยกมือซ้ายขึ้นเพื่อนำให้ผู้หญิงหมุนตัวไปทางขวา 1
6 ถอยเท้าขวามาข้างหลังตรง ๆ ยกมือซ้ายขึ้นเพื่อนำให้ผู้หญิงหมุนตัวไปทางขวา 2
7 ถ่ายน้ำหนักตัวกลับมาที่เท้าซ้าย ยังคงนำผู้หญิงให้หมุนอยู่ 3
8 ก้าวเท้าขวามาวางข้าง ๆ เท้าซ้าย ยังคงนำผู้หญิงให้หมุนอยู่ 4
9 ก้าวเท้าซ้ายเข้ามาใกล้เท้าขวาครึ่งก้าว และ  
10 ก้าวเท้าขวาแยกออกข้าง ๆ ครึ่งก้าว 1
การไขว้ ของฝ่ายหญิง ประกอบด้วยการเดิน 10 ก้าว ดังนี้
ท่าเริ่มต้น : เริ่มต้นด้วยการยืนจับคู่แบบปิดแล้วเต้นสแควร์ 5 ก้าว แล้วทำท่าไขว้
ก้าวที่ การก้าวเท้า จังหวะ
1 ถอยเท้าขวาไปข้างหลังตรงๆ 2
2 ถ่ายน้ำหนักตัวกลับมาที่เท้าซ้าย 3
3 ก้าวเท้าขวามาวางข้างๆ เท้าซ้าย 4
4 ก้าวเท้าซ้ายเข้ามาใกล้เท้าขวาครึ่งก้าว และ  
5 ก้าวเท้าขวาแยกออกข้างๆ ครึ่งก้าว 1
6 ก้าวเท้าซ้ายผ่านหน้าเท้าขวาพร้อม กับหมุนตัวไปทางขวา 1/4 รอบ 2
7 ถ่ายน้ำหนักตัวกลับมาที่เท้าขวาพร้อมกับหมุนตัวมาทางขวา 1/2 รอบ 3
8 ก้าวเท้าซ้ายไปทางซ้ายแยกออกข้างๆ พร้อมกับหมุนตัวไปทางขวาอีก 1/4 รอบ 4
9 ก้าวเท้าขวาเข้ามาใกล้เท้าซ้ายครึ่งก้าว และ  
10 ก้าวเท้าซ้ายแยกออกข้างๆ ครึ่งก้าว 1
การหมุน 
 
ภาพที่ 4 การหมุนไปทางขวา
ภาพที่ 5 การหมุนไปทางซ้าย
            การหมุนเป็นการเต้นรำที่มีการปล่อยมือออกจากคู่หมุนตัวอยู่กับที่ 1 รอบ ไปทางซ้ายหรือขวาก็ได้ โดยใช้การหมุนตัว 2 ก้าวแล้วชิดเท้าไล่กันอีก 3 ก้าว (แชสเซ่) ไปทางข้างๆ การหมุนจึงมีการเต้นอยู่ 2 แบบ คือ
            หมุนตัวไปทางซ้าย ( SPOT TURN TO LEFT)  หมุนตัวไปทางขวา ( SPOT TURN TO RIGHT) การหมุนนี้จะเต้นพร้อมกันทั้งคู่ คือถ้าผู้ชายหมุนตัวไปทางซ้าย ผู้หญิงก็คือหมุนตัวไปทางขวา(หมุนตัวตรงข้ามกัน) หรือผลัดกันทำคนละครั้งก็ได้ คือถ้าผู้ชายหมุนตัวไปทางขวาในก้าวที่ 1 – 5 ผู้หญิงจะเต้นไทม์ สเต็ป โดยถอยเท้าขวาไปข้างหลังและผู้ชายเต้นไทม์ สเต็ป ในก้าวที่ 6 – 10 ผู้หญิงจะต้องหมุนตัวไปทางขวาสลับกันไป การหมุนตัวไปทางซ้ายก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน
  • การหมุนไปทางขวาประกอบด้วยการเดิน 5 ก้าว ดังนี้
  • การหมุนไปทางซ้ายประกอบด้วยการเดิน 5 ก้าว ดังนี้ 

รุมบ้า (RUMBA)
  • การเต้นรำจังหวะรุมบ้า
               รุมบ้าเป็นจังหวะที่จัดอยู่ในพวกลาตินอเมริกัน (Latin American) กำเนิดขึ้นในชนชาติหมู่เกาะคิวบา จังหวะนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่แพร่ออกสู่โลกลีลาศหลังแทงโก้ (Tango) และวอลทซ์ (Waltz) ปัจจุบันนี้จังหวะรุมบ้า (Rumba) เป็นที่รู้จักกับคนทั่วโลกมาเป็นเวลานานแล้ว    ลักษณะการลีลาศจังหวะรุมบ้า เป็นการลีลาศคล้ายๆ จังหวะวอลทซ์ แต่จังหวะค่อนข้างเร็วกว่า การก้าวเท้าก็สั้นกว่า และนอกจากนี้รุมบ้ายังต้องใช้สะโพกเคลื่อนไหวให้สัมพันธ์กับการเคลื่อนไหว ของเท้าด้วย คือนับตั้งแต่เอวลงไปให้โยกหรือส่ายสะโพกได้เล็กน้อยให้ดูแต่พองาม ถ้าโยกหรือส่ายมากจะดูเป็นเรื่องน่าเกลียดไป และไม่สวยงามด้วย
               การใช้สะโพกเคลื่อนไหวให้สัมพันธ์กับการก้าวเท้านั้น เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องฝึก ผู้ฝึกใหม่อาจจะฝืนตัวเองเล็กน้อย เพราะผู้ฝึกใหม่ส่วนมากใจมักจะมุ่งอยู่ที่การก้าวเท้าให้ถูกสเต็ปเท่า นั้น   ความสวยงามของรุมบ้านั้นอยู่ที่การก้าวเท้า การถ่ายเทน้ำหนักตัว และการใช้สะโพก ทั้งสามอย่างนี้ต้องให้สัมพันธ์กันและเป็นไปตามหลักธรรมชาติ ส่วนลำตัวตั้งแต่เอวขึ้นไปให้อยู่ในลักษณะตรงแบบสบายๆ ไม่เกร็ง ไม่ยืดคอ ไม่แอ่นอก ไม่ทำหลังค่อม และไม่เอียงตัวไปมา
  • การนับจังหวะ
    จังหวะนับ นับ ช้า ช้า เร็ว หรือนับ 1 2 3
  • ข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการลีลาศจังหวะรุมบ้าก็คือ การใช้เท้า โดยเฉพาะการใช้สปริง  ข้อเท้าและที่หัวเข่า ซึ่งมีทั้งเหยียดตึงและงอ การใช้สปริงข้อเท้าจะเกิดบ่อยขณะที่ก้าวเท้า เมื่อเท้าใดก้าวไปแตะพื้น น้ำหนักตัวก็ต้องเทไปที่เท้านั้นทุกครั้งไปพร้อมกับใช้สปริงที่ข้อเท้าด้วย
 
การจับคู่
 ภาพที่ 1 การจับคู่ที่ถูกต้อง
 
  • ทักษะการเต้นรำจังหวะรุมบ้า
    1. สแควร์ (Square)
    2. การไขว้
    3. การหมุน

สแควร์ (Square)
ภาพที่ 2 ท่าสแควร์
 
การก้าวเท้าขั้นต้น (Basic Walk) ในท่าสแควร์ของฝ่ายชาย
            การก้าวเท้าขั้นต้น (Basic Walk) เป็นทักษะขั้นแรกของรุมบ้า และเป็นวิธีฝึกที่ง่าย เพราะลักษณะการก้าวเท้าเดินนั้นเหมือนจังหวะวอลทซ์ ผิดกันก็ตรงที่จังหวะการก้าวเท้าเร็วกว่ากัน และการใช้สะโพกโยกเล็กน้อยเท่านั้น
การจับคู่ จับแบบปิด หันหน้าตามแนวลีลาศ
  • จังหวะนับมี 3 ก้าว คือ 1 2 3 หรือ ช้า ช้า เร็ว
          ก้าวที่ 1 ก้าวเท้าซ้ายออกไปข้างหน้า นับ 1 ช้า
          ก้าวที่ 2 ก้าวเท้าขวาเยื้องขวาไปข้างหน้า ให้ปลายเท้าอยู่ระดับเดียวกับ
                     ปลายเท้าซ้าย นับ 2 ช้า
          ก้าวที่ 3 ลากเท้าซ้ายไปชิดเท้าขวาเร็วๆ นับ 3 เร็ว
                    
  •  *เมื่อจบแล้วให้รีบก้าวเท้าขวาออกไปแล้วนับ 1 ใหม่ *
           ก้าวที่ 1 ก้าวเท้าขวาออกไปข้างหน้า นับ 1 ช้า
           ก้าวที่ 2 ก้าวเท้าซ้ายเยื้องซ้ายไปข้างหน้า ให้ปลายเท้าซ้ายเสมอระดับ
                      ปลายเท้าขวา นับ 2 ช้า
           ก้าวที่ 3 ลากเท้าขวามาชิดเร็วๆ นับ 3 เร็ว

               เมื่อทำการก้าวขั้นต้น เดินหน้าได้แล้ว ก็ลองทำการก้าวเท้าขั้นต้นเดินถอยหลังดูบ้าง ซึ่งลักษณะการเดินก็เหมือนกันกับเดินหน้า เป็นแต่เพียงถอยหลังเท่านั้น หรือจะไปดูการก้าวเท้าขั้นต้นของหญิงก็ได้ ซึ่งเป็นการก้าวเท้าขั้นต้นถอยหลัง
การก้าวเท้าขั้นต้น (Basic Walk) ในท่าสแควร์ของฝ่ายหญิง
               เป็นทักษะขั้นแรกของรุมบ้าซึ่งมีลักษณะการเดินและแบบ (Figure) เหมือนจังหวะวอลทซ์เสียส่วนมาก จะแตกต่างกันก็ตรงที่จังหวะการก้าวเท้าเร็วกว่ากัน และการใช้สะโพกส่ายให้สัมพันธ์กับการก้าวของเท้าเท่านั้น
การจับคู่ จับแบบปิด หันหน้าเข้าหาคู่
  • จังหวะนับมี 3 จังหวะ คือ 1 2 3 หรือ ช้า ช้า เร็ว
          ก้าวที่ 1 ก้าวเท้าขวาถอยหลัง นับ 1 ช้า
          ก้าวที่ 2 ก้าวเท้าซ้ายถอยหลังเยื้องซ้าย ให้ปลายเท้าซ้ายเสมอระดับ
                     ปลายเท้าขวา นับ 2 ช้า
          ก้าวที่ 3 ลากเท้าขวามาชิดเท้าซ้ายเร็วๆ นับ 3 เร็ว
                     
  •  *เมื่อจบแล้วให้เริ่มก้าวเท้าซ้ายถอยหลังไปโดยเร็ว นับ 1 ใหม่ *
          ก้าวที่ 1 ถอยเท้าซ้ายไปข้างหลัง นับ 1 ช้า
          ก้าวที่ 2 ถอยเท้าขวาไปข้างหลังเยื้องขวา นับ 2 ช้า
          ก้าวที่ 3 ลากเท้าซ้ายมาชิดเท้าขวาเร็วๆ นับ 3 เร็ว
                  เมื่อทำการก้าวขั้นต้น ถอยหลังได้แล้ว ก็ลองทำการก้าวเท้าขั้นต้นเดินหน้าดูบ้าง ซึ่งลักษณะการเดินก็เหมือนกันกับการก้าวเท้าขั้นต้นถอยหลัง ผิดกันแต่เพียงเดินหน้ากับถอยหลังเท่านั้น หรือจะไปดูการก้าวเท้าขั้นต้นเดินหน้าของชายก็ได้
 
  • การก้าวเท้าเป็นรูปสี่เหลี่ยมขั้นต้น (Basic Square) ของฝ่ายชาย
 - การลีลาศเป็นรูปสี่เหลี่ยม คือ ลักษณะการลีลาศจะเป็นเดินหน้าหนึ่งครั้ง และถอยหลังหนึ่งครั้งสลับกันไป
 - จังหวะนับ จะนับทั้งเดินหน้าและถอยหลังรวมกัน มี 6 ก้าว
 - การจับคู่และการยืน จับคู่แบบปิด หันหน้าตามแนวลีลาศ เท้าชิด ตัวตรง
            ก้าวที่ 1 ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า นับ 1 ช้า
            ก้าวที่ 2 ก้าวเท้าขวาเฉียงขวาไปข้างหน้า นับ 2 ช้า
            ก้าวที่ 3 ลากเท้าซ้ายมาชิดเท้าขวา นับ 3 เร็ว
            ก้าวที่ 4 ถอยเท้าขวาไปวางข้างหลัง นับ 4 ช้า
            ก้าวที่ 5 ถอยเท้าซ้ายเฉียงซ้ายไปข้างหลัง นับ 5 ช้า
            ก้าวที่ 6 ลากเท้าขวามาชิดเท้าซ้าย นับ 6 เร็ว
 
  • การก้าวเท้าเป็นรูปสี่เหลี่ยมขั้นต้น (Basic Square) ของฝ่ายหญิง 
 - เป็นการเต้นรูปสี่เหลี่ยม ลักษณะการเต้นจะมีทั้งเดินหน้า และถอยหลังสลับกันไป
 - จังหวะนับ จะนับทั้งเดินหน้าและถอยหลังรวมกัน คือมี 6 จังหวะ
 - การจับคู่และการยืน ยืนหันหน้าเข้าหาคู่ คือหน้าย้อนแนวลีลาศ  การจับคู่ให้จับแบบปิด
         ก้าวที่ 1 ถอยเท้าขวาไปข้างหลัง นับ 1 ช้า
         ก้าวที่ 2 ถอยเท้าซ้ายเยื้องไปทางซ้าย นับ 2 ช้า
         ก้าวที่ 3 ลากเท้าขวามาชิดเท้าซ้าย นับ 3 เร็ว
         ก้าวที่ 4 ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า นับ 4 ช้า
         ก้าวที่ 5 ก้าวเท้าขวาเยื้องไปทางขวา นับ 5 ช้า
         ก้าวที่ 6 ลากเท้าซ้ายมาชิดเท้าขวา นับ 6 เร็ว
 
 
การไขว้
ภาพที่ 3 การไขว้
 
  • การไขว้ของฝ่ายชาย
 - การไขว้ ก็คือ การทำการก้าวเท้าขั้นต้น มี 3 ก้าว
              การไขว้ เป็นการทำคั่นระหว่างหันทางซ้าย (Reverse Square) กับหันทางขวา (Natural Square) หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เป็นตัวเชื่อมระหว่างหันทางซ้ายกับหันทางขวา หรือระหว่างหันทางขวากับหันทางซ้ายนั่นเอง
 - สมมติว่าทำหันทางซ้ายมาแล้ว ต่อไปจะหันทางขวา ให้เริ่มทำการไขว้ ดังนี้   ยืนหันหน้าเฉียงฝาตามแนวลีลาศ
 - การจับคู่ จับแบบปิด
  • จังหวะนับมี 3 จังหวะ
    ก้าวที่ 1 ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า นับ 1 ช้า
    ก้าวที่ 2 ก้าวเท้าขวาเฉียงไปทางขวา นับ 2 ช้า
    ก้าวที่ 3 ลากเท้าซ้ายมาชิดเท้าขวา นับ 3 เร็ว
              
  •  *เมื่อทำครบ 3 ก้าวแล้ว ก็เริ่มทำหันทางขวาได้ โดยการก้าวเท้าขวาบิดไปทางขวา *

 
  • การไขว้ของฝ่ายหญิง
 - การไขว้ ก็คือ การทำการก้าวเท้าขั้นต้น มี 3 ก้าว
             การ ไขว้ เป็นการทำ 3 ก้าวก่อนที่จะทำหันทางขวา และก่อนที่จะทำหันทางซ้าย หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เป็นตัวเชื่อมระหว่างหันทางขวากับหันทางซ้าย หรือระหว่างหันทางขวากับหันทางซ้ายนั่นเอง
*สมมติว่าทำหันทางซ้ายมาแล้ว ต่อไปจะหันทางขวา ให้เริ่มทำการไขว้ คั่นก่อน 3 ก้าวดังนี้ยืนหันหน้ากลางห้องย้อนแนวลีลาศ*
 - การจับคู่ จับแบบปิด
       ก้าวที่ 1 ถอยเท้าขวาไปข้างหลัง นับ 1 ช้า
       ก้าวที่ 2 ถอยเท้าซ้ายเยื้องไปทางซ้าย นับ 2 ช้า
       ก้าวที่ 3 ลากเท้าขวามาชิดเท้าซ้าย นับ 3 เร็ว
  • *เมื่อทำครบ 3 ก้าวแล้ว ต่อไปก็ทำหันทางขวาได้ โดยการถอยเท้าซ้ายเฉียงซ้ายไปข้างหลัง*
 
 
การหมุน
     
ภาพที่ 4 การหมุน
 
  • การหมุนของฝ่ายชายและฝ่ายหญิง
    ฝ่ายชายยืนหันหน้าทวนเข็มนาฬิกาตามทิศทางของฟลอร์เต้นรำ
  • การจับคู่ จับแบบปิด
 - ชาย ก้าวเท้าซ้ายเฉียงไปข้างหน้า 45 องศา
 - หญิง ถอยเท้าขวาเฉียงลงไปด้านล่าง 45 องศา
 - ชาย ก้าวเท้าขวา บิดตัวกลับหลังหัน ลากเท้าซ้ายมาชิดเท้าขวา และแยกเท้าขวาเฉียงลงด้านล่าง 45 องศา
 - หญิง ก้าวเท้าซ้าย บิดตัวกลับหลังหัน ลากเท้าขวามาชิดเท้าซ้าย และแยกเท้าซ้ายเฉียงขึ้นไปข้างหน้า 45 องศา
**ทำเช่นนี้อีก 1 ครั้ง จบการหมุน 1 รอบ**
    ฝ่ายชายกลับมายืนหันหน้าทวนเข็มนาฬิกาตามทิศทางของฟลอร์เต้นรำ

วอลทซ์ (WALTZ)
  • การเต้นรำจังหวะวอลทซ์
            วอลทซ์เป็นหนึ่งในบรรดาจังหวะเต้นรำประเภทบอลรูมหรือโมเดิร์นที่มี กำเนิดจากตอนใต้ของประเทศเยอรมันนี ในราวปี  ค.ศ.1780 ซึ่งโทมัส วิลสัน ( THOMAS WILSON ) ครูสอนเต้นรำชาวอังกฤษจากคิงส์เธียเตอร์ ( KING'S THEATRE ) ได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับวอลทซ์ไว้ในหนังสือชื่อ “WALTZING” พิมพ์ในปี ค.ศ. 1816 ไว้ว่าวอลทซ์เป็นการเต้นรำชนิดหนึ่งซึ่งชาวเยอรมนีเป็นผู้ให้กำเนิด ได้เข้ามาเป็นครั้งแรกในแคว้นสวาเบีย ( SWABIA ) ซึ่งเป็นหนึ่งในชาวเก้าแคว้นของเยอรมนี และเริ่มแพร่หลายในแคว้นใกล้เคียงและไปทั่วทวีปยุโรป ทั้งยังไม่เคยเสื่อมความนิยมในหมู่นักลีลาศเลยนับตั้งแต่นักดนตรีผู้ยิ่ง ใหญ่คือ โจฮัน สเตราส์ ( JOHAN STRAUSS ) แต่งเพลงจังหวะวอลทซ์ได้อย่างไพเราะจับใจ ในตอนต้นศตวรรษที่ 20 วอลทซ์ก็ได้รับความนิยมสูงสุด (เฉพาะปี ค.ศ.1910 การเต้นรำที่จัดขึ้น 24 ครั้งจะเป็นวอลทซ์ 18 ครั้ง) ลักษณะการเต้นวอลทซ์แบบเดิมซึ่งยังไม่ได้มีการปรับปรุงนั้น เฟอเรโร กล่าวว่า เป็นการเต้นโดยการกระโดดไปหน้าหรือถอยหลัง ชาวพื้นเมืองบาวาเรียนนิยมเต้นกันมากเขาจะสวมรองเท้าไม้เต้นในสนาม การก้าวไปข้างๆ และการชิดเท้าไม่จำเป็นต้องทำเลย สำหรับการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการเต้นที่เกิดขึ้นภายหลังนั้นก็เพื่อที่จะให้ เป็นการเต้นรำที่ทันสมัยที่สุด
                การเต้นรำจังหวะวอลทซ์ในปัจจุบันนั้น การก้าวเท้าจะเต็มไปด้วยลีลาศและจังหวะที่สง่างามทั้งยังสามารถปรับการเต้น ให้เข้ากับขนาดของฟลอร์ และจำนวนของคู่ลีลาศได้ง่ายด้วยการปรับระยะการก้าวเท้า ถ้าขนาดของฟลอร์เล็กและมีคู่ลีลาศมาก การก้าวเท้าก็จะเป็นการก้าวสั้นๆ และไม่มีการยกตัวขึ้น ( RISE ) แต่ถ้าฟลอร์มีขนาดใหญ่และมีคู่ลีลาศไม่มากนัก เราก็สามารถก้าวเท้าให้ยาว และยกตัวขึ้น เมื่อจบจังหวะที่ 1 และลดตัวลง (FALL) เมื่อจบจังหวะที่ 3
    อย่างไรก็ตามการที่จะลีลาศจังหวะวอลทซ์ให้สวยงามนั้นผู้เรียนจะต้องใช้เวลา พอสมควรและต้องให้ความสนใจกับเทคนิคต่างๆ ได้แก่ การเคลื่อนไหวร่างกายไปในทิศทางตรงกันข้าม การยกลำตัวขึ้นและลดตัวลง การเอนลำตัว และการใช้เท้า รวมทั้งต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจเรื่องแนวเต้นรำด้วยจึงจะได้ผล
 
  • ดนตรีและการนับจังหวะ
     - ดนตรีของจังหวะวอลทซ์จะ เป็นแบบ 3/4 คือมี 3 จังหวะใน 1 ห้องเพลง ดนตรีจะมีเสียงเน้นหนักในจังหวะแรก (พั่ม แท๊ก แท๊ก) ทุกๆ จังหวะจะมีความเร็ว-ช้า เท่ากันหมดทั้ง 3 จังหวะ นั่นคือ ในหนึ่งห้องเพลงจะเดิน 3 ก้าวต่อ 3 จังหวะ ในการฟังเพลงให้สังเกตจากเสียงของกลองและเบสเป็นหลัก
     - การนับจังหวะ จะนับแบบ 1-2-3 , 1-2-3 เรื่อยๆ ไป หรือนับตามจำนวนกลุ่มของการก้าว 3 ก้าว เช่น 1-2-3-4-5-6 หรือนับตามเสียงดนตรี คือ พั่ม แท๊ก แท๊ก ก็ได้ โดยที่ก้าวแรกจะตรงกับจังหวะที่หนึ่งของห้องเพลง คือ จังหวะที่มีเสียงดนตรีเน้นหนัก ( ACCENTED BEAT )
     - ความเร็วช้าของดนตรี
     ดนตรีมาตรฐานของจังหวะวอลทซ์บรรเลงด้วยความเร็ว 31 ห้องเพลงต่อนาที (29-34 ห้องเพลงต่อนาที)
 
การจับคู่ในจังหวะวอลทซ์
ภาพที่ 1 การจับคู่ที่ถูกต้อง
 เป็นการจับคู่แบบปิด อาจมีบางท่าที่มีการจับคู่แบบพรอมเมอหนาด ( PROMENADE )
            การฝึกเต้นจังหวะวอลทซ์ ควรฝึกหัดท่าพื้นฐาน ( BASIC FIGURE ) หรือกลุ่มสเต็ปที่เอามารวมกันเป็นพื้นฐานเบื้องต้นก่อน เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับจังหวะเพลงและชินกับสแควร์ (NATURAL SQUARE) ซึ่งเป็นการเดินในรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส
ในการลีลาศจังหวะวอลทซ์ การยกตัวขึ้นและลดตัวลงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากเพราะทำให้เกิดความสวยงาม และมีชีวิตชีวา ผู้เต้นจะพลิ้วลอยไปบนฟลอร์ราวกับ “ เรือน้อย ” ที่ลอยไปตามคลื่นลม การยกตัวขึ้นและลดตัวลงนี้จะต้องปฏิบัติตั้งแต่ปลายเท้า ข้อเท้า หัวเข่า ลำตัว ตลอดจนศีรษะ การยกตัวขึ้นและลดตัวลงสามารถทำได้ดังนี้
          ก้าวที่ 1 จังหวะ “ พั่ม ” ให้ก้าวยาวและลงเต็มเท้า (FALL)
          ก้าวที่ 2 จังหวะ “ แท๊ก ” ให้ก้าวเท้าแยกออกทางข้างเท้าทั้งสองเสมอกันและขนานกันพร้อมกับเขย่งส้นเท้าขึ้น (RISE)
          ก้าวที่ 3 จังหวะ “ แท๊ก ” ให้ลากเท้าอีกข้างมาชิดพร้อมกับเขย่งส้นเท้า (RISE) ขณะนี้เท้าทั้งสองจะยืนในลักษณะเขย่งอยู่
  • การชิดเท้า การชิดเท้าเป็นสิ่งที่ต้องทำบ่อยที่สุด การชิดเท้าต้องชิดด้วยขอบเท้าด้านในของเท้าทั้งสอง น้ำหนักตัวมั่นคงอยู่บนเท้าทั้งสอง ลำตัวตั้งตรงไม่เอนไปข้างหน้าหรือข้างหลัง เท้าไม่เหลื่อมกันจนเกินไป การชิดเท้าจะต้องก้าวชิดอย่างช้าๆ ไม่รีบร้อนแต่ต้องให้ทันจังหวะเสมอ
  • การเอนลำตัว หมายถึง เอนลำตัวไปทางซ้ายหรือขวา ใช้ขณะหมุนตัวไปทางซ้ายหรือขวา เดินหน้าหรือถอยหลังที่เป็นเส้นโค้ง การเอนลำตัวจะต้องปฏิบัติตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นไปจนถึงศีรษะ ทั้งนี้ยกเว้นในการหมุนตัวแบบสปิน ( SPIN ) จะไม่มีการเอนลำตัว
    ทักษะการเต้นรำจังหวะวอลทซ์
    1. สแควร์ (Square)
    2. การไขว้
    3. การหมุน

 สแควร์ (SQUARE)

ภาพที่ 2 ท่าสแควร์
            สแควร์ เป็นแบบฝึกที่ใช้ได้ทั้งหญิงและชาย เป็นการฝึกเดินคนเดียว ยังไม่มีการเข้าคู่ เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับจังหวะเพลงและเทคนิคต่างๆ ของการลีลาศในจังหวะวอลทซ์  
ประกอบไปด้วยการเดิน 6 ก้าวดังนี้
            เริ่มต้นด้วยการยืนหันหน้าไปตามแนวเต้นรำ เท้าชิด น้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าซ้าย

ก้าวที่ การก้าวเท้า จังหวะ
1 ก้าวเท้าขวาไปข้างหน้าด้วยส้นเท้าแล้วจึงราบลงเต็มเท้า 1
2 แยกเท้าซ้ายไปข้างๆ ในแนวเดียวกับเท้าขวาด้วยปลายเท้า พร้อมกับเริ่มยกส้นเท้าขวาขึ้น 2
3 จากพื้นขณะนี้ส้นเท้าทั้งสองยกขึ้นจากพื้น(ยืนเขย่งเท้า) ลากปลายเท้าขวามาชิดปลายเท้าซ้าย และเขย่งยืดตัวและขาจนสุดหลังจากจบก้าวนี้แล้ว 3
4 ลดส้นเท้าลงสู่พื้นเพื่อเตรียมย่อตัวถอยเท้าซ้ายต่อไป ถอยเท้าซ้ายมาข้างหลังตรงๆ ด้วยปลายเท้าแล้วลดส้นเท้าลงเต็มเท้า 1
5 แยกเท้าขวาไปข้างๆ ในแนวเดียวกับเท้าซ้ายด้วยปลายเท้าพร้อมกับเริ่มยกส้นเท้าขวาขึ้นจากพื้น ขณะนี้ส้นเท้าทั้งสองยกขึ้นจากพื้น 2
6 ลากปลายเท้าซ้ายมาชิดปลายเท้าขวาและเขย่งยืดตัวและขาจนสุด หลังจากจบก้าวนี้แล้วลดส้นเท้าทั้งสองลงสู่พื้นเพื่อเตรียมก้าวเท้าขวาต่อไป 3